ในบรรดากิจกรรมทางการเกษตร ซึ่งล้วนต้องอาศัยน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงทั้งหมด
ผมมีความเห็นว่า "การทำฟาร์มเห็ด" เป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่ใช้น้ำน้อยที่สุด
แต่จากประสบการณ์กลับพบว่า ผลผลิตของกิจกรรมนี้ "ไวต่อการขาดน้ำ" มากที่สุด
พืชหรือสัตว์ อาจขาดน้ำได้เป็นวันหรือหลายๆ วัน แต่สำหรับเห็ดในสภาพอากาศที่
ร้อนแห้งเหมือนกัน กลับขาดน้ำได้แค่ระดับไม่กี่ชั่วโมงก็แสดงอาการออกมาแล้ว
อาการขาดน้ำนี้ มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเราผู้เป็นเจ้าของฟาร์มอย่างแรงทีเดียว
เริ่มจากน้ำหนักที่หายไปเกือบๆ จะ 50 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักปกติ ยังไม่นับรวมถึงคุณภาพ
และความคล่องตัวในการซื้อขายของสินค้า
เมื่อเกิดดอกเห็ดเกิดอาการขาดน้ำแล้ว ก็ยากจะฟื้นสภาพในดอกหรือในช่อนั้นๆ
ยังดีที่ว่า อาการขาดน้ำ เราเรียนรู้ครั้งสองครั้งก็รู้วิธีรับมือได้แล้ว

การให้น้ำในกิจกรรมเพาะเห็ด เราแบ่งการให้เป็น 2 ช่วงครับ คือ
ช่วงแรก ในขั้นตอนการทำก้อน ที่เราเรียนรู้ว่าต้องใส่ในวัสดุ 65-70 เปอร์เซนต์
ช่วงที่สอง ในขั้นตอนการเพาะให้เกิดดอก การให้น้ำช่วงนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า
เราไม่ได้ให้ "ภายในก้อนเห็ด" เพราะในก้อนเห็ดนั้น มีความชื้นเพียงพอตลอดอายุก้อนแล้ว
หากยังฝืนให้น้ำเข้าไปในก้อนเห็ด(ในปริมาณเกินระเหยออก) จะส่งผลเสียตามมามากมาย
เช่น ก้อนเน่า ดอกเห็ดไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เป็นที่วางไข่และฟักตัวของแมลง เป็นต้น
การให้น้ำช่วงที่สองนี้ เป็นการให้น้ำเพื่อ"เพิ่มความชื้นในอากาศ" ปรับสภาพให้เหมาะสม
เราจึงเน้นให้น้ำที่พื้นผิวภายนอกก้อนเห็ด ผนัง ใต้หลังคา พื้นโรงเพาะ ให้ระเหยเป็นความชื้น
ด้วยหลักการที่ว่า การเพาะเห็ดในโรงเรือนเป็นการเลียนแบบการเกิดดอกเห็ดในธรรมชาติ
ซึ่งในธรรมชาติเราไม่เคยเห็นหรือเก็บดอกเห็ดในฤดูแล้ง ฉันใด ในโรงเรือนเราก็คงไม่มีโอกาส
ได้เก็บดอกเห็ด หากปล่อยให้อากาศภายในโรงเป็นฤดูแล้ง ฉันนั้น
หากเข้าใจหลักการนี้แล้ว เชื่อว่าต่อไปทุกท่านคงสามารถปรับหรือดูแลการให้น้ำได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสม ตามความต้องการของเห็ดแต่ละชนิด
.......
ขอให้สนุกกับการเรียนรู้ และมีความสุขกับการเพาะเห็ดนะครับ
สุรชัย